강남서연성형외과 블로그

2026-05-29

ความเข้าใจผิดและความจริงเกี่ยวกับผลข้างเคียงของการทำศัลยกรรมปรับกล้ามเนื้อตา (แบบกรีด vs แบบไม่กรีด)

เจาะลึกความจริงเกี่ยวกับผลข้างเคียงของการทำศัลยกรรมปรับกล้ามเนื้อตา (Ptosis Correction) สาเหตุที่แท้จริง และวิธีการเลือกเทคนิคที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยง

ความเข้าใจผิดและความจริงเกี่ยวกับผลข้างเคียงของการทำศัลยกรรมปรับกล้ามเนื้อตา (แบบกรีด vs แบบไม่กรีด)

ช่วงนี้มีหลายท่านเข้ามาปรึกษาเพื่อรับการผ่าตัด

โดยเฉพาะท่านที่หาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น YouTube, เว็บบอร์ด หรือโซเชียลมีเดีย

บางคนถึงกับมีความเชื่อฝังใจไปแล้วว่า การทำศัลยกรรมปรับกล้ามเนื้อตาจะทำให้เกิดผลข้างเคียง 100%

ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือ?

คำตอบคือ ‘ไม่’ ครับ การปรับกล้ามเนื้อตาเป็นการผ่าตัดที่ดีมากอย่างหนึ่ง แต่ทำไมถึงยังมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้?

โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีลักษณะตาดูง่วงนอนมักจะเป็นกลุ่มที่เข้ารับการผ่าตัดนี้

สาเหตุเป็นเพราะการเลือกวิธีผ่าตัดที่ไม่เหมาะสม หรือเกิดขึ้นในกลุ่มคนไข้ที่มีความอ่อนไหว (Sensitive) สูงมากเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ข้อมูลนี้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวและความเห็นส่วนบุคคล ซึ่งอาจมีผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นที่มีมุมมองแตกต่างออกไปได้ครับ

ประการแรก กรณีที่เลือกวิธีไม่เหมาะสม

1. วิธีการผ่าตัดที่ไม่เหมาะสมกับอาการ

ตัวอย่างเช่น การเลือกวิธีปรับกล้ามเนื้อตาแบบไม่กรีด (Non-incisional) โดยส่วนตัวผมมองว่าวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (คนที่ลืมตาดูเกือบปกติแต่อยากให้ตาดูโตขึ้นอีกนิด)

แต่หากพยายามเย็บกล้ามเนื้อ Müller (ส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อที่ใช้ลืมตา) ผ่านทางเยื่อบุตามากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการรู้สึกรั้งอย่างรุนแรงได้

ในกรณีเช่นนี้ การผ่าตัดแบบกรีดเพื่อใช้กล้ามเนื้อยกเปลือกตา (Levator Aponeurosis) ร่วมด้วย จะช่วยลดภาระและอาการรั้งได้ดีกว่ามาก

2. อาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับปานกลางถึงรุนแรง

ในกรณีที่กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมาก เดิมทีกล้ามเนื้อที่ใช้ลืมตาจะไม่มีแรงและขาดความยืดหยุ่นอยู่แล้ว

ซึ่งเป็นความอ่อนแรงมาแต่กำเนิด เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนการพยายามงอหรือเหยียดแขนในคนที่กล้ามเนื้อแขนไม่พัฒนา

ต่อให้พยายามดึงกล้ามเนื้อแค่ไหน หากตัวแขนเองไม่สามารถงอได้ มันก็จะไม่พัฒนา เราอาจจะฝืนทำให้แขนงอได้ แต่การจะเหยียดแขนออกอีกครั้งก็จะทำได้ยาก นี่คือหลักการเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อมีการดึงกล้ามเนื้อยกเปลือกตามากเกินไป อาจทำให้หลับตาไม่สนิท แต่เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวได้ดี แม้ในช่วงแรกจะหลับตาไม่สนิท แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะดีขึ้นและหลับตาได้เอง แม้บางรายอาจจะยังหลับตาเผยอเล็กน้อยตอนนอน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

ก่อนผ่าตัด ตาซ้ายดูง่วงนอน จึงต้องพยายามเลิกคิ้วช่วย
1 สัปดาห์หลังผ่าตัด ยังหลับตาไม่สนิท ซึ่งส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นตามกาลเวลา
6 เดือนหลังผ่าตัด หลับตาได้สนิทแล้ว แต่ความรู้สึกตอนหลับตาอาจจะแตกต่างจากเดิมเล็กน้อย

3. ผลข้างเคียงจากการปรับกล้ามเนื้อตาแบบกรีด

จริงๆ แล้วปัญหามักจะเกิดจากการทำตาสองชั้นแบบกรีดมากกว่าตัวการปรับกล้ามเนื้อตาเอง ปัจจุบันมักจะทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน หากผ่าตัดโดยแพทย์ที่ประสบการณ์น้อยหรือไม่ใช่ศัลยแพทย์เฉพาะทาง แล้วมีการจัดการกับกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis Oculi - กล้ามเนื้อที่ใช้หลับตา) มากเกินไปจนเกิดความเสียหาย

ภาพจากผู้ที่ประสบปัญหาผลข้างเคียงจากการปรับกล้ามเนื้อตาแบบไร้รอยพับ (Single eyelid ptosis correction) ส่งมาทางบล็อก

หากกล้ามเนื้อรอบดวงตาบริเวณใต้เส้นตาสองชั้นได้รับบาดเจ็บมาก จะส่งผลให้หลับตาไม่ลง

ในกรณีนั้น อาจทำให้หลับตาไม่สนิทอย่างถาวร เกิดแผลเป็นรุนแรง หรือผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมา

อีกกรณีหนึ่งคือ กลุ่มคนไข้ที่มีความอ่อนไหวสูง (Sensitive Case)

เหมือนกับบางคนที่แค่เปลี่ยนแว่นใหม่ก็ปวดหัว หรือดื่มกาแฟแล้วใจสั่นปวดหัว

กรณีแบบนี้บอกตามตรงว่ารับมือยากครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นการทำตาสองชั้นแบบกรีด ปรับกล้ามเนื้อตาแบบไม่กรีด หรือแม้แต่การทำตาสองชั้นแบบเย็บจุด (ที่เรียกกันว่าการคีบ) ก็อาจเกิดปัญหาได้ หากคุณเป็นคนที่มีความอ่อนไหวสูงมาก ผมแนะนำว่าไม่ควรรับการผ่าตัดเลยจะดีที่สุด

หากการผ่าตัดทำได้อย่างถูกต้อง โอกาสที่จะราบรื่นมีมากกว่า 99% ครับ ในทางการแพทย์ไม่มีอะไร 100% ผมจึงขอเหลือเผื่อไว้ 1%

ตราบใดที่ไม่มีการผ่าตัดที่รุนแรงเกินไป หรือไม่ได้ผ่านการแก้ซ้ำหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะการผ่าตัดครั้งแรกมักจะไม่มีปัญหาใหญ่ ดังนั้นขอให้สบายใจและเลือกรับการผ่าตัดกับศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญครับ

http://www.k-health.com/news/articleView.html?idxno=47914

แนบบทความที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ไว้กับทางหนังสือพิมพ์ครับ

Like